เป็นหนี้บัตรเครดิตทําไงดี อยากปลดหนี้บัตรเครดิตทําไงดี

อยากปลดหนี้บัตรเครดิต หนี้สิน เป็นภาระที่ (เชื่อว่า) ไม่มีใครอยากแบกรับไว้นาน เพราะหนี้สินมักจะมาพร้อมกับดอกเบี้ยนั่นเอง(โดยเฉพาะหนี้บัตรเครดิต ที่ดอกเบี้ยแพงมหาโหดมาก) นอกจากนั้นแล้วการมีหนี้สินยังอาจก่อให้เกิดผลกระทบด้านต่างๆ เช่น ความเครียด ความกังวล อาจจะทำให้เราป่วยได้เลยก็มี อย่างไรก็ตามสำหรับบทความนี้ จะมาแนะนำวิธีการปลดหนี้แบบง่ายๆ สำหรับคนที่กำลังเป็นหนี้อยู่ครับ

อยากปลดหนี้บัตรเครดิตทําไงดี

  • รู้จักวัฏจักรของเงิน เงินนั้นมีวัฏจักรหรือวงจรชีวิตอยู่ 3 ขั้น คือ (1) เงินในอดีต เป็นหนี้สิน ที่เราได้กู้ยืมมาใช้ มันจะคงอยู่ไปตลอดจนกว่าจะได้รับการชำระหมดไป (2) เงินในปัจจุบัน หมายถึงเงินอันเป็นรายได้ ที่เราได้สร้างมาในปัจจุบัน และ (3) เงินในอนาคต หมายถึงเงินออม หรือเงินที่ใช้ในการลงทุนเพื่อสร้างความมั่นคง และมั่งคั่งให้กับชีวิต
  • รู้จักตัวเอง หมายถึงการทำความรู้จักตัวเองอย่างถ่องแท้ ทำความรู้จักหนี้สินของตัวเองอย่างลึกซึ้ง เช่น เป็นหนี้กับใครหรือสถาบันทางการเงินไหน เป็นหนี้เท่าไหร่ หนี้นั้นมีเงื่อนไขการใช้คืนอย่างไร เป็นต้น นอกจากนั้นที่ว่ารู้จักตัวเอง คือการสำรวจตัวเองว่าเป็นหนี้เพราะอะไร จะได้หากทางแก้ไขและป้องกันได้ในอนาคต เอไม่ต้องสร้างหนี้เพิ่มอีก
  • รู้จักวางแผนปลดหนี้ เป็นการวางแผนการจ่ายหนี้โดยการจัดลำดับความสำคัญ จากหนี้ ที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุด และลดหลั่นกันลงมาเรื่อย ซึ่งแน่นอนว่าอาจจะต้องมีการเข้าไปพูดคุยกับเจ้าหนี้ เพื่อขอลดดอกลงบ้างก็จะต้องทำ จากนั้นเมื่อวางแผนได้แล้ว ให้ทำตามแผนนั้นโดยมุ่งปลดหนี้ส่วนที่มีดอกเบี้ยสูงที่สุดก่อน (เช่น หนี้บัตรเครดิต บัตรกดเงินสด บัตรผ่อนสินค้าต่างๆ )
  • รู้จักหาตัวช่วย หมายถึงถ้าเงินในปัจจุบันของคุณไม่พอ ดังนั้นจำเป็นจะต้องหาตัวช่วยเข้ามาช่วยปลดหนี้ ได้แก่พวกงานพิเศษ การลงทุน การค้าขาย หรืออะไรก็ตาม ที่จะทำให้ได้รายได้เพิ่มขึ้น ก็จะทำให้คุณมีสภาพคล่องทางการเงินเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน
  • รู้จักมีวินัยในการใช้บัตรเครดิต บัตรเครดิต จัดเป็นตัวช่วยชั้นเลิศในกรณีที่คุณรู้จักใช้ ใช้เป็น นั่นคือการวางแผนการใช้ด้วยการตีกรอบการใช้งานอย่างเหมาะสม ไม่ใช้เกินกว่าที่จะสามารถจ่ายคืนได้ (คือประมาณ 20% ของรายได้) นอกจากนั้นควรเลือกใช้บัตรที่ให้สิทธิประโยชน์สูงสุด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของส่วนลด Cash Back และการสะสมแต้มหรือไมล์ เพื่อนำไปแลกรับของรางวัลต่างๆ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นการใช้แบบไหน สติ และการยับยั้งชั่งใจ สำคัญที่สุดเวลาใช้บัตรเครดิต
  • รู้จักสร้างวินัยด้านการเงินให้ตัวเอง หมายถึงการวางกรอบการใช้เงินทุกรูปแบบ และทำตามกรอบนั้นอย่างเคร่งครัด นอกจากนั้นยังรวมถึงการออมเงิน การลงทุนเพื่อให้เงินงอกเงยอีกด้วย

 

บัตรเครดิต กับบัตรเดบิต ต่างกันอย่างไร

เชื่อว่าหลายๆ คนนั้น คงจะเคยสงสัยกันมาบ้างว่า สำหรับบัตรเครดิต กับบัตรเดบิตนั้นมีความต่างหรือเหมือนกันอย่างไรบ้าง ซึ่งบทความนี้มีคำตอบให้ครับ

บัตรเครดิต กับบัตรเดบิต ต่างกันอย่างไร

  • บัตรเครดิตสามารถจ่ายทีหลัง ในขณะที่บัตรเดบิตนั้นตัดเงินออกไปเลย แน่นอนว่ารูปแบบการใช้งานตรงจุดนี้เป็นข้อแตกต่างที่เห็นได้ชัดของบัตรทั้งสองประเภท กล่าวคือเมื่อเราใช้บัตรเครดิตจะไม่จำเป็นต้องจ่ายทันทีหรือมีการตัดเงินออกจากบัญชีทันที แต่สำหรับบัตรเดบิตนั้นเมื่อเราใช้ไป จะมีการหักเงินสดออกไปจากบัญชี ณ ตอนที่ใช้เลย
  • บัตรเครดิตสมัครใช้และอนุมัติยาก ในขณะที่บัตรเดบิต สมัครได้ง่ายและอนุมัติเลย ทั้งนี้เพราะบัตรเครดิตจัดเป็นสินเชื่อประเภทหนึ่ง ซึ่งมีการกำหนดเกณฑ์ของผู้สมัครไว้ หากไม่เข้าเกณฑ์ก็จะไม่สามารถสมัครได้ หรือได้รับการพิจารณาอนุมัติยาก ในขณะที่บัตรเดบิตนั้นสมัครได้ง่ายๆ เพียงมีบัญชีเงินฝาก ก็สามารถทำบัตรประเภทนี้ได้ครับ
  • บัตรเครดิตมีการกำหนดคุณสมบัติต่างๆ ของผู้สมัครไว้มากมาย เช่น จะต้องมีเงินเดือนไม่น้อยกว่า 15,000 บาท , มีรายได้ประจำ ทำงานเป็นหลักเป็นแหล่ง อายุเกิน 20 ปีบริบูรณ์ ไม่มีประวัติเสียด้านเครดิต เป็นต้น ส่วนบัตรเดบิตนั้นขอเพียงแค่ผู้สมัครมีอายุ 15 ปีขึ้นไป และมีบัญชีเงินฝาก (ไม่ว่าจะเป็นแบบไหน) ก็สามารถสมัครได้แล้วครับ
  • บัตรเครดิตนั้นผู้ถือจะถือได้แค่บัตรหลักเพียง 1 ใบเท่านั้น (และสามารถมีบัตรเสริมได้ไม่เกิน 4 ใบ ทั้งต้องใช้วงเงินร่วมกัน) แต่สำหรับบัตรเดบิตนั้นผู้ถือจะมีบัตรกี่ใบก็ได้ใน 1 บัญชี แต่มีข้อจำกัดว่าจะต้องเป็นบัตรภายใต้ชื่อและนามสกุลเดียวกันทั้งหมด
  • บัตรเครดิตจะไม่ค่อยมีการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมแรกเข้า และค่าธรรมเนียมรายปี (คือขึ้นอยู่กับแต่ละธนาคาร และโปรโมชั่นต่างๆ ) ส่วนบัตรเดบิต จะมีการชาร์จค่าธรรมเนียมแรกเข้าและค่าธรรมเนียมรายปีเสมอ ซึ่งการเก็บค่าธรรมเนียมในปี ที่ 2 เป็นต้นไป ธนาคารจะทำการหักจากยอดเงินในบัญชีครับ
  • บัตรเครดิตจะมีการคิดดอกเบี้ยในการใช้งานเสมอ หากคุณใช้งานแบบกดเงินสดออกมาจากตู้ ATM ทั้งนี้ดอกเบี้ยของบัตรเครดิตจะแพงมาก คืออยู่ที่ประมาณ 20% ขึ้นไป ในขณะที่บัตรเดบิตจะไม่มีการคิดดอกเบี้ยไม่ว่าจะกดไปมากเท่าไหร่ก็ตาม แต่จะมีการคิดค่าธรรมเนียมในการกดออกไปใช้ครับ
  • บัตรเครดิต จะมีโครงข่ายที่สามารถใช้งานได้ครอบคลุมกว่าบัตรเดบิต นอกจากนั้นแล้วบัตรเดบิตยังไม่สามารถใช้งานในร้านค้าต่างๆ ได้อย่างครอบคลุม เพราะบางร้านอาจจะมีการปฏิเสธจ่ายเงินโดยการใช้บัตรเดบิต ซึ่งต่างจากบัตรเครดิตที่จะสามารถชำระได้เลย

บัตรเครดิตคืออะไร ประเภทของบัตรเครดิต มีอะไรบ้าง

บัตรเครดิตคืออะไร บัตรเครดิต จัดเป็นบัตรที่ธนาคารหรือสถาบันทางการเงินออกให้กับผู้ใช้ เพื่อนำเอาไปใช้จ่ายแทนเงินสด เพิ่มความสะดวกสบายให้กับผูใช้เป็นอย่างมาก อย่างไรก็ตามจะต้องใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของบัตรด้วยเช่นกันจึงจะได้รับสิทธิประโยชน์สูงที่สุด ประเภทของบัตรเครดิตนั้น มีการแบ่งออกเป็น 6 ประเภทใหญ่ๆ ดังต่อไปนี้

บัตรเครดิต 6 ประเภท

บัตรเครดิตแบบคืนเงิน (Cash Back) เป็นบัตรเครดิตประเภทหนึ่ง ที่เมื่อผู้ใช้ทำการจ่ายเงินผ่านบัตรเพื่อซื้อสินค้าหรือบริการแล้ว จะได้รับเงินคืนเป็นเปอร์เซ็นต์ ในทุกสิ้นเดือน (หรือระยะเวลาของเงื่อนไขที่กำหนด) โดยมากเปอร์เซ็นต์มักอยู่ 0.8 % – 5% แล้วแต่โปรโมชั่นของธนาคารแต่ละแห่งไม่เหมือนกัน ผู้ที่เหมาะสำหรับบัตรเครดิตประเภทนี้เป็นผู้ที่มักจะมีการใช้จ่ายหนักๆ ผ่านบัตรเครดิตเป็นประจำอยู่แล้ว การได้รับเงินคืนจากการซื้อของ จึงเป็นสิ่งที่เหมาะกับคุณมากที่สุด

บัตรเครดิตแบบสะสมแต้ม (Reward) เป็นบัตรเครดิต ที่เมื่อมีการใช้แล้วจะทำให้ได้รับแต้มสะสม ในการนำเอามาแลกรับของรางวัล หรือแลกสินค้า บริการต่างๆ ได้ โดยทั่วไปแล้วการกำหนดแต้มจะอยู่ที่ประมาณ 1 แต้มต่อ การใช้ 1 บาท (บาทละแต้ม) แต่ก็อาจจะมีการกำหนดที่นอกเหนือไปจากนี้ก็ได้ บัตรประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้ที่ชอบการประหยัด เพราะสามารถใช้คะแนนในการซื้อสินค้าหรือบริการแทนการจ่ายเงินตรงๆ ได้

บัตรเครดิตเติมน้ำมัน เป็นบัตรที่ออกแบบมาให้ผู้ที่มักจะมีการใช้น้ำมันจำนวนมากในแต่ละเดือน เช่น เดินทางด้วยรถส่วนตัวบ่อย เป็นต้น บัตรประเภทนี้มักจะให้สิทธิประโยชน์ที่ดีในการจ่ายเพื่อเติมน้ำมัน ดังนั้นจึงเหมาะสมกับผู้ที่เดินทางบ่อยด้วยรถยนต์ เช่น ไปทำงาน ไปเที่ยวต่างจังหวัด หรือผู้ที่ใช้เวลาบนท้องถนนมาก เป็นต้น

บัตรเครดิตแบบสะสมไมล์ หรือบัตรเพื่อการเดินทาง เป็นบัตรที่ออกแบบมาเพื่อคนที่มักจะมีการเดินทางอยู่เสมอ (แต่ไม่ได้เดินทางด้วยรถยนต์ส่วนตัว) เช่น การเดินทางท่องเที่ยว เดินทางไปต่างประเทศผ่านสายการบิน ซึ่งบัตรประเภทนี้จะให้ไมล์สะสม หรือแต้มที่ได้จากการเดินทางไปแลกเป็นของรางวัล หรือเป็นส่วนลดในการใช้จ่ายครั้งต่อไปได้ บัตรเครดิตแบบนี้จึงเหมาะสำหรับผู้ที่เดินทาง หรือท่องเที่ยวอยู่เป็นประจำครับ

บัตรเครดิตแบบพรีเมี่ยมเป็นบัตรเครดิตที่ออกแบบมาเพื่อมอบสิทธิประโยชน์ระดับสูงให้กับผู้ใช้ เช่น สิทธิในการเข้าใช้ห้องรับรอง สิทธิประโยชน์ในร้านอาหาร กอล์ฟคลับ ผู้ช่วยส่วนตัว เป็นต้น ซึ่งบัตรประเภทนี้เหมาะสำหรับผู้บริหาร หรือผู้ที่มีวินัยด้านการเงินสูง

บัตรเครดิตแบบเฉพาะ เป็นบัตรเครดิตที่ออกแบบมาให้สำหรับผู้ใช้ที่ต้องการใช้ในเรื่องใดเรื่องหนึ่งโดยเฉพาะ (เป็นพิเศษ) เช่น บัตรเครดิตที่ให้สิทธิประโยชน์มากเป็นพิเศษ หากใช้สำหรับซื้อสินค้าหรือบริการอย่างใดอย่างหนึ่ง เป็นต้น บัตรนี้เหมาะสำหรับผู้ที่มักจะใช้จ่ายในด้านใดด้านหนึ่งโดยเฉพาะ

สินเชื่อ Cash Loan คืออะไร มีอะไรบ้าง

Cash Loan เป็นสินเชื่อเงินสดชนิดหนึ่ง ที่เมื่อผู้ขอกู้ไปยื่นขอกู้ที่ธนาคาร แล้วเมื่อธนาคารอนุมัติมาแล้ว จะมีการจ่ายเงินสดให้ตามที่ยื่นไป (ในรูปแบบต่างๆ) ซึ่งหลังจากนั้นผู้กู้ก็จะทำการชำระหนี้จำนวนดังกล่าวกับทางธนาคาร โดยส่วนมากมักจะเป็นการผ่อนชำระเป็นรายงวด อย่างไรก็ตามธนาคารจะมีเงื่อนไขว่าจะอนุมัติให้กับผู้ที่มีรายได้แน่นอนเท่านั้น เนื่องจากจะมีการนำเอาตัวเลขรายได้ของผู้กู้ มาทำการประเมินความเสี่ยง

นอกจากนั้นแล้วธนาคารก็จะมีการพิจารณาจากประวัติด้านการเงินของผู้กู้ร่วมด้วย หากมีประวัติไม่ดีมาก่อน เช่น เบี้ยวชำระหนี้  ชำระหนี้ล่าช้า ก็จะมีโอกาสพิจารณาให้กู้ต่ำ หรือไม่มีเลย Cash Loan ในปัจจุบันมีอยู่ด้วยกัน 3 ประเภท ดังต่อไปนี้

สินเชื่อ Cash Loan 3 มี ประเภท

  1. บัตรเครดิต เป็นสินเชื่อเงินสดที่มีการใช้งานกันเป็นอันดับ 1 ในสินเชื่อประเภท Cash Loan เลยก็ว่าได้ เพราะว่าเป็นบริการแรกๆ ของสินเชื่อชนิดนี้ ที่เปิดให้บริการกัน โดยบัตรเครดิตนั้นมีจุดประสงค์ ในการให้ผู้กู้ใช้งานด้านต่างๆ ในชีวิตประจำวันอาทิ ซื้อของกินของใช้ ใช้ผ่อนสินค้า ซื้อสินค้าบริการต่างๆ ฯลฯ แต่เดิมนั้นบัตรเครดิตเป็นบริการที่มีไว้ให้เฉพาะผู้มีรายได้สูงเท่านั้น อย่างไรก็ตามปัจจุบันก็มีบริการสำหรับผู้มีรายได้ปานกลาง และผู้มีรายได้น้อยกันแล้ว เนื่องจากตลาดกว้างมากขึ้น

    บัตรเครดิต มักจะมีเงื่อนไขในการให้บริการ คือจะอนุมัติในวงเงินเกินกว่ารายได้ประมาณ 3 เท่า (เช่น ถ้ามีรายได้ 15,000 บาท ก็จะอนุมัติที่วงเงิน 45,000 บาท) มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ยที่ประมาณ 55 วัน , อัตรดอกเบี้ยอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 20% ต่อปี และจะมีค่าธรรมเนียมต่างๆ ในการใช้งาน เป็นต้น

  2. บัตรกดเงินสด เป็น Cash Loan ประเภทที่จะสามารถใช้งานได้โดยเสมือนบัตร ATM คือสามารถกดเงินสดจากตู้ที่ให้บริการได้เท่านั้น แต่ไม่สามารถใช้ในการซื้อสินค้า บริการต่างๆ ได้เหมือนกับบัตรเครดิต มักจะมีเงื่อนไขในการใช้ คือ จะมีวงเงินที่สามารถอนุมัติได้มากกว่ารายได้ประจำ 5 เท่า , ไม่มีระยะเวลาปลอดดอกเบี้ย แต่จะมีกรคิดดอกเบี้ย ในกรณีที่มีการกดเงินสดออกมาใช้ , ดอกเบี้ยจะอยู่ที่ประมาณไม่เกิน 28% ต่อปี เป็นต้น
  3. สินเชื่อเงินสด หรือสินเชื่อส่วนบุคคล เป็นสินเชื่อประเภทที่เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการใช้เงินก้อนใหญ่ เพราะมีการพิจารณากันอย่างเข้มงวด คือ ผู้ที่มีงานประจำทำเท่านั้นจึงสามารถกู้ได อีกทั้งมีการพิจารณาเรื่องประวัติเสีย หรือเครดิต บูโร กันอย่างเข้มงวด เงินกู้ประเภทนี้จะมีการอนุมัติที่ไม่เกิน 5 เท่าของรายได้ประจำ , รอบชำระเงินประมาณ 5 ปี , ผ่อนชำระเป็นงวดสูงสุดไม่เกิน 60 งวด , อัตราดอกเบี้ยประมาณ 28% ต่อปี

 

สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยต่ำ

สินเชื่อส่วนบุคคลดอกเบี้ยต่ำ สินเชื่อหมุนเวียนส่วนบุคคล บริการวงเงินอเนกประสงค์ สมัครง่ายครั้งเดียว อนุมัติเร็ว ดอกเบี้ยถูก

สมัครออนไลน์